เครื่องคำนวณ WACC
คำนวณ WACC (ต้นทุนเงินทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก) พร้อมการแสดงภาพโครงสร้างเงินทุนแบบโต้ตอบ การแจกแจงสูตรทีละขั้นตอน และการวิเคราะห์ส่วนประกอบเพื่อการตัดสินใจทางการเงินขององค์กร
ตัวบล็อกโฆษณาของคุณทำให้เราไม่สามารถแสดงโฆษณาได้
MiniWebtool ให้ใช้งานฟรีเพราะมีโฆษณา หากเครื่องมือนี้ช่วยคุณได้ โปรดสนับสนุนเราด้วย Premium (ไม่มีโฆษณา + เร็วขึ้น) หรืออนุญาต MiniWebtool.com แล้วรีโหลดหน้าเว็บ
- หรืออัปเกรดเป็น Premium (ไม่มีโฆษณา)
- อนุญาตโฆษณาสำหรับ MiniWebtool.com แล้วรีโหลด
เกี่ยวกับ เครื่องคำนวณ WACC
ยินดีต้อนรับสู่ เครื่องคิดเลข WACC เครื่องมือระดับมืออาชีพสำหรับงานด้านการเงินธุรกิจที่ช่วยคำนวณต้นทุนเงินทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก พร้อมการแสดงภาพแบบโต้ตอบ รายละเอียดสูตรทีละขั้นตอน และการวิเคราะห์โครงสร้างเงินทุนที่ครอบคลุม ไม่ว่าคุณจะกำลังประเมินโครงการลงทุน ทำการประเมินมูลค่าด้วยวิธี DCF หรือวิเคราะห์โครงสร้างเงินทุนที่เหมาะสม เครื่องคิดเลขนี้จะให้ข้อมูลเชิงลึกที่คุณต้องการสำหรับการตัดสินใจทางการเงินอย่างชาญฉลาด
WACC (Weighted Average Cost of Capital) คืออะไร?
WACC (ต้นทุนเงินทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก) คืออัตราเฉลี่ยที่บริษัทจ่ายเพื่อเป็นเงินทุนสำหรับสินทรัพย์ของตน โดยถ่วงน้ำหนักตามสัดส่วนของหนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้นในโครงสร้างเงินทุน เป็นตัวแทนของผลตอบแทนขั้นต่ำที่บริษัทต้องทำได้จากการลงทุนที่มีอยู่เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ให้เงินทุนทุกราย ทั้งผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นกู้ และเจ้าหนี้อื่นๆ
WACC เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดในด้านการเงินธุรกิจ เนื่องจากใช้เป็นอัตราคิดลดในการประเมินมูลค่ากระแสเงินสดในอนาคต และเป็นอัตราผลตอบแทนขั้นต่ำ (Hurdle Rate) สำหรับการตัดสินใจลงทุน โครงการที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า WACC จะสร้างมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น ในขณะที่โครงการที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าจะทำลายมูลค่า
สูตร WACC
โดยที่:
- E = มูลค่าตลาดของส่วนของผู้ถือหุ้น
- D = มูลค่าตลาดของหนี้สิน
- V = E + D = มูลค่ารวมของกิจการ
- Re = ต้นทุนส่วนของผู้ถือหุ้น (ผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นต้องการ)
- Rd = ต้นทุนหนี้สิน (อัตราดอกเบี้ยเงินกู้)
- Tc = อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล
- E/V = น้ำหนักของส่วนของผู้ถือหุ้นในโครงสร้างเงินทุน
- D/V = น้ำหนักของหนี้สินในโครงสร้างเงินทุน
ทำไม WACC ถึงสำคัญ?
1. การตัดสินใจลงทุน (Capital Budgeting)
WACC ทำหน้าที่เป็นอัตราผลตอบแทนขั้นต่ำในการประเมินโครงการลงทุน โครงการควรได้รับการยอมรับก็ต่อเมื่อผลตอบแทนที่คาดหวังสูงกว่า WACC เท่านั้น เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนใหม่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้น
2. การประเมินมูลค่าบริษัท (DCF Analysis)
ในการประเมินมูลค่าด้วยวิธี Discounted Cash Flow (DCF) จะใช้ WACC เพื่อคิดลดกระแสเงินสดอิสระที่คาดการณ์ไว้ให้กลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน สูตรคือ:
3. โครงสร้างเงินทุนที่เหมาะสม
WACC ช่วยกำหนดสัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างการจัดหาเงินทุนด้วยหนี้และส่วนของผู้ถือหุ้น เนื่องจากหนี้สินมักจะถูกกว่าทุน (เนื่องจากหักภาษีได้) บริษัทสามารถลด WACC ได้โดยการเพิ่มการก่อหนี้ แต่ต้องทำถึงจุดหนึ่งเท่านั้น เพราะหนี้ที่มากเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงทางการเงิน
4. การวัดผลการดำเนินงาน
การเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนจากเงินลงทุน (ROIC) ของบริษัทกับ WACC จะช่วยเผยให้เห็นว่าบริษัทสร้างหรือทำลายมูลค่า หาก ROIC > WACC แสดงว่ามีการสร้างมูลค่า
วิธีคำนวณต้นทุนส่วนของผู้ถือหุ้น
Capital Asset Pricing Model (CAPM)
วิธีที่นิยมใช้กันมากที่สุดในการคำนวณต้นทุนส่วนของผู้ถือหุ้นคือ CAPM:
โดยที่:
- Rf = อัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยง (มักใช้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 10 ปี)
- β (Beta) = ค่าความผันผวนของหุ้นเมื่อเทียบกับตลาด
- Rm - Rf = ส่วนชดเชยความเสี่ยงของตลาด (ในอดีตอยู่ที่ 4-7%)
ตัวอย่างการคำนวณ CAPM
หากอัตราที่ปราศจากความเสี่ยง = 4%, เบต้า = 1.2, และส่วนชดเชยความเสี่ยงตลาด = 6%:
Re = 4% + 1.2 × 6% = 4% + 7.2% = 11.2%
Dividend Discount Model (DDM)
อีกแนวทางหนึ่งที่ใช้เงินปันผล:
โดยที่ D1 คือเงินปันผลที่คาดหวัง, P0 คือราคาหุ้นปัจจุบัน และ g คืออัตราการเติบโตของเงินปันผล
วิธีคำนวณต้นทุนหนี้สิน
ต้นทุนหนี้สินคืออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่บริษัทจ่ายสำหรับการกู้ยืม วิธีการรวมถึง:
- อัตราผลตอบแทนเมื่อครบกำหนด (YTM) ของหุ้นกู้เดิม
- อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ของหนี้คงค้างทั้งหมด
- อัตราการกู้ยืมปัจจุบัน จากธนาคารหรือตลาดสินเชื่อ
- วิธีส่วนต่างความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Spread): อัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยง + ส่วนต่างตามอันดับความน่าเชื่อถือ
การจ่ายดอกเบี้ยสามารถนำไปหักภาษีได้ ทำให้เกิด "เกราะป้องกันภาษี" ซึ่งช่วยลดต้นทุนหนี้ที่แท้จริง บริษัทที่มีหนี้ 8% และอัตราภาษี 25% จะมีต้นทุนหลังหักภาษีเพียง 6% (8% × 0.75) เท่านั้น
ทำความเข้าใจส่วนประกอบของ WACC
| ส่วนประกอบ | คำอธิบาย | ช่วงปกติ |
|---|---|---|
| ต้นทุนส่วนของผู้ถือหุ้น (Re) | ผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นต้องการ สะท้อนถึงความเสี่ยงของทุน | 8% - 15% |
| ต้นทุนหนี้สิน (Rd) | อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ก่อนหักภาษี | 3% - 10% |
| ต้นทุนหนี้หลังหักภาษี | Rd × (1 - Tc) สะท้อนผลประโยชน์จากเกราะป้องกันภาษี | 2% - 7% |
| น้ำหนักส่วนของผู้ถือหุ้น (E/V) | สัดส่วนทุนในโครงสร้างเงินทุน | 40% - 80% |
| น้ำหนักหนี้สิน (D/V) | สัดส่วนหนี้ในโครงสร้างเงินทุน | 20% - 60% |
ค่า WACC ที่ดีคือเท่าไหร่?
WACC จะแตกต่างกันอย่างมากตามอุตสาหกรรม ขนาดบริษัท และสภาวะเศรษฐกิจ:
| ช่วง WACC | การประเมิน | ประเภทบริษัททั่วไป |
|---|---|---|
| < 6% | ต้นทุนเงินทุนต่ำ | บริษัทสาธารณูปโภคขนาดใหญ่, อุตสาหกรรมที่ถูกควบคุม, บริษัทระดับ AAA |
| 6% - 10% | ต้นทุนปานกลาง | บริษัทขนาดใหญ่ที่มีรากฐานมั่นคง, อุตสาหกรรมที่เสถียร |
| 10% - 15% | สูงกว่าค่าเฉลี่ย | บริษัทที่กำลังเติบโต, กลุ่มเทคโนโลยี |
| > 15% | ต้นทุนสูง | สตาร์ทอัพ, ตลาดเกิดใหม่, บริษัทที่มีหนี้สินสูงมาก |
WACC และการปรับโครงสร้างเงินทุนให้เหมาะสม
ความสัมพันธ์ระหว่าง WACC และโครงสร้างเงินทุนเป็นไปตามหลักการสำคัญดังนี้:
- หนี้สินมีราคาถูกกว่าทุน เนื่องจากเกราะป้องกันภาษีและความเสี่ยงที่ต่ำกว่าสำหรับผู้ให้กู้
- การเพิ่มหนี้ในช่วงแรกจะช่วยลด WACC เนื่องจากหนี้ราคาถูกเข้ามาแทนที่ทุนราคาแพง
- หนี้ที่มากเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงทางการเงิน ทำให้ทั้งต้นทุนหนี้และต้นทุนทุนสูงขึ้น
- โครงสร้างเงินทุนที่เหมาะสม คือสัดส่วนที่ทำให้ WACC ต่ำที่สุด ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่ากิจการให้สูงสุด
ข้อจำกัดของ WACC
- สมมติฐานคงที่: สมมติว่าโครงสร้างเงินทุนจะคงที่เสมอ ซึ่งในความเป็นจริงอาจเปลี่ยนแปลงได้
- ความอ่อนไหวต่อข้อมูลนำเข้า: การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในต้นทุนส่วนของผู้ถือหุ้นส่งผลกระทบต่อ WACC อย่างมีนัยสำคัญ
- อัตราคิดลดเดียว: อาจไม่เหมาะสมสำหรับโครงการที่มีระดับความเสี่ยงต่างกันภายในบริษัทเดียว
- การประมาณมูลค่าตลาด: มูลค่าตลาดของหนี้อาจหาได้ยากในบางกรณี
- ความซับซ้อนของอัตราภาษี: อัตราภาษีที่แท้จริงมีความผันผวนและอัตราในอนาคตมีความไม่แน่นอน
คำถามที่พบบ่อย
WACC (Weighted Average Cost of Capital) คืออะไร?
WACC คืออัตราเฉลี่ยที่บริษัทจ่ายเพื่อเป็นเงินทุนสำหรับสินทรัพย์ของตน โดยถ่วงน้ำหนักตามสัดส่วนของหนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้นในโครงสร้างเงินทุน เป็นผลตอบแทนขั้นต่ำที่บริษัทต้องทำได้จากสินทรัพย์ที่มีอยู่เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับเจ้าหนี้ เจ้าของ และผู้ให้เงินทุน สูตรคือ WACC = (E/V × Re) + (D/V × Rd × (1-Tc)) โดยที่ E คือมูลค่าส่วนของผู้ถือหุ้น, D คือมูลค่าหนี้สิน, V คือมูลค่ารวม, Re คือต้นทุนส่วนของผู้ถือหุ้น, Rd คือต้นทุนหนี้สิน และ Tc คืออัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล
ทำไม WACC ถึงมีความสำคัญในด้านการเงินธุรกิจ?
WACC มีความสำคัญด้วยเหตุผลหลายประการ: (1) ใช้เป็นอัตราคิดลดสำหรับการประเมินมูลค่า DCF เพื่อคำนวณมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคต (2) เป็นอัตราผลตอบแทนขั้นต่ำสำหรับภาวะการตัดสินใจลงทุน - โครงการต้องได้รับผลตอบแทนสูงกว่า WACC เพื่อสร้างมูลค่า (3) ช่วยกำหนดโครงสร้างเงินทุนที่เหมาะสมโดยรักษาสมดุลระหว่างหนี้ราคาถูกกับความเสี่ยงทางการเงิน (4) ช่วยให้เปรียบเทียบต้นทุนทางการเงินข้ามบริษัทและอุตสาหกรรมได้
วิธีการคำนวณต้นทุนส่วนของผู้ถือหุ้นทำอย่างไร?
วิธีที่นิยมที่สุดคือ Capital Asset Pricing Model (CAPM): Re = Rf + β(Rm - Rf) โดยที่ Rf คืออัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยง (มักใช้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 10 ปี), β (เบต้า) วัดความผันผวนของหุ้นเมื่อเทียบกับตลาด และ (Rm - Rf) คือส่วนชดเชยความเสี่ยงของตลาด (ในอดีตอยู่ที่ 4-7%) หรืออาจใช้ Dividend Discount Model: Re = (D1/P0) + g โดยที่ D1 คือเงินปันผลที่คาดหวัง, P0 คือราคาปัจจุบัน และ g คืออัตราการเติบโต
ค่า WACC ที่ดีคือเท่าไหร่?
ค่า WACC ที่ "ดี" แตกต่างกันไปตามอุตสาหกรรม ขนาดบริษัท และสภาวะเศรษฐกิจ โดยทั่วไป: WACC ต่ำกว่า 6% บ่งบอกถึงสภาวะการเงินที่ดีเยี่ยมของบริษัทขนาดใหญ่ที่มั่นคง WACC 6-10% เป็นเรื่องปกติสำหรับบริษัทที่มีความเสี่ยงปานกลาง WACC 10-15% ปกติสำหรับบริษัทที่เติบโตเร็วหรือกลุ่มเสี่ยง WACC สูงกว่า 15% บ่งบอกถึงต้นทุนทางการเงินที่สูง หัวใจสำคัญคือการเทียบ WACC กับผลตอบแทนโครงการที่คาดหวัง
ทำไมหนี้สินถึงมีราคาถูกกว่าทุน?
หนี้สินมักถูกกว่าทุนด้วย 2 เหตุผล: (1) การหักภาษีได้ - ดอกเบี้ยจ่ายช่วยลดรายได้ที่ต้องเสียภาษี ทำให้เกิด "เกราะป้องกันภาษี" หากภาษี 25% และต้นทุนหนี้ 8% ต้นทุนจริงจะเหลือเพียง 6% (2) ความเสี่ยงของผู้ให้กู้ต่ำกว่า - เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องสินทรัพย์ก่อนผู้ถือหุ้น ทำให้หนี้เสี่ยงน้อยกว่าทุนและมีผลตอบแทนที่ต้องการต่ำกว่า อย่างไรก็ตาม หนี้ที่มากไปจะเพิ่มความเสี่ยงล้มละลาย
อัตราภาษีส่งผลต่อ WACC อย่างไร?
อัตราภาษีที่สูงขึ้นจะช่วยลด WACC เนื่องจากดอกเบี้ยจ่ายสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ ต้นทุนหนี้หลังหักภาษีคือ Rd × (1 - Tc) ตัวอย่างเช่น หนี้ 8% และภาษี 30% ต้นทุนหลังภาษีคือ 8% × 0.70 = 5.6% เกราะป้องกันภาษีนี้ทำให้การกู้ยืมเงินดูน่าสนใจขึ้นในพื้นที่ที่มีภาษีสูง
แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
อ้างอิงเนื้อหา หน้าหรือเครื่องมือนี้ว่า:
"เครื่องคำนวณ WACC" ที่ https://MiniWebtool.com/th/เครองคดเลข-wacc/ จาก MiniWebtool, https://MiniWebtool.com/
โดยทีมงาน miniwebtool อัปเดตเมื่อ: 2 ก.พ. 2026
เครื่องมืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง:
เครื่องคำนวณการลงทุน:
- เครื่องคำนวณ-black-scholes ใหม่
- ใชเครองคดเลขทน
- เครื่องคิดเลขการออมเงินแบบทบต้น
- ตนทนของเครองคดเลขทน
- เครื่องคำนวณ Fibonacci Retracement
- เครื่องคำนวณ IRR แนะนำ
- เครื่องคำนวณเกณฑ์เคลลี่ ใหม่
- เครื่องคำนวณ NPV แนะนำ
- เครื่องคำนวณกำไรออปชั่น ใหม่
- เครื่องคิดเลขระยะเวลาคืนทุน
- เครื่องคิดเลขที่ออมทรัพย์
- เครื่องคิดเลขอัตราส่วนความคุ้มค่า
- เครื่องคำนวณ WACC
- เครื่องคำนวณกำไรจากการขายชอร์ต ใหม่
- เครื่องคำนวณส่วนขยายฟีโบนักชี ใหม่
- เครื่องคำนวณ Stop Loss & Take Profit ใหม่
- เครื่องคำนวณ FIRE อิสรภาพทางการเงิน เกษียณอายุก่อนกำหนด ใหม่