เครื่องคำนวณผลตอบแทนเทียบเท่าพันธบัตร
คำนวณผลตอบแทนเทียบเท่าพันธบัตร (BEY) พร้อมการแยกย่อยสูตรทีละขั้นตอน แผนภูมิเปรียบเทียบ การวิเคราะห์พันธบัตรหลายรายการ และข้อมูลเชิงลึกด้านการลงทุนสำหรับตั๋วเงินคลัง ตั๋วสัญญาใช้เงิน และตราสารหนี้แบบส่วนลด
ตัวบล็อกโฆษณาของคุณทำให้เราไม่สามารถแสดงโฆษณาได้
MiniWebtool ให้ใช้งานฟรีเพราะมีโฆษณา หากเครื่องมือนี้ช่วยคุณได้ โปรดสนับสนุนเราด้วย Premium (ไม่มีโฆษณา + เร็วขึ้น) หรืออนุญาต MiniWebtool.com แล้วรีโหลดหน้าเว็บ
- หรืออัปเกรดเป็น Premium (ไม่มีโฆษณา)
- อนุญาตโฆษณาสำหรับ MiniWebtool.com แล้วรีโหลด
เกี่ยวกับ เครื่องคำนวณผลตอบแทนเทียบเท่าพันธบัตร
ยินดีต้อนรับสู่ เครื่องคำนวณผลตอบแทนเทียบเท่าพันธบัตร เครื่องมือทางการเงินที่ครอบคลุมสำหรับการคำนวณและเปรียบเทียบผลตอบแทนรายปีของตราสารหนี้แบบขายลด ไม่ว่าคุณจะวิเคราะห์ตั๋วเงินคลัง, ตั๋วสัญญาใช้เงิน, การรับรองโดยธนาคาร หรือตราสารหนี้ประเภทอื่นๆ เครื่องคำนวณนี้ให้การคำนวณ BEY ระดับมืออาชีพพร้อมการแจกแจงสูตรทีละขั้นตอน การเปรียบเทียบภาพ และข้อมูลเชิงลึกด้านการลงทุน
Bond Equivalent Yield (BEY) คืออะไร?
Bond Equivalent Yield (BEY) คือการคำนวณที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถเปรียบเทียบผลตอบแทนรายปีของตราสารหนี้แบบขายลด (เช่น ตั๋วเงินคลัง) กับพันธบัตรที่จ่ายดอกเบี้ยตามงวด ตราสารหนี้แบบขายลดจะถูกขายในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าหน้าตั๋วและไม่มีการจ่ายดอกเบี้ยเป็นงวด แต่นักลงทุนจะได้รับมูลค่าหน้าตั๋วเต็มจำนวนเมื่อครบกำหนด โดยส่วนต่างนั้นคือผลกำไร
BEY จะปรับผลตอบแทนนี้ให้เป็นรายปีโดยใช้ฐานปี 365 วัน และใช้ราคาซื้อจริงเป็นฐานการลงทุน ทำให้สามารถเปรียบเทียบได้โดยตรงกับผลตอบแทนที่ระบุในพันธบัตรปกติและตราสารที่จ่ายดอกเบี้ยอื่นๆ
สูตร BEY
โดยที่:
- F = มูลค่าหน้าตั๋ว (Par Value) ของหลักทรัพย์
- P = ราคาซื้อที่จ่ายสำหรับหลักทรัพย์
- D = จำนวนวันจนถึงวันครบกำหนด
BEY เทียบกับมาตรวัดผลตอบแทนอื่นๆ
การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างมาตรวัดผลตอบแทนเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเปรียบเทียบการลงทุนที่แม่นยำ:
| มาตรวัดผลตอบแทน | ฐานของสูตร | ข้อกำหนดจำนวนวันต่อปี | เมื่อใดควรใช้ |
|---|---|---|---|
| Bond Equivalent Yield | ราคาซื้อ | 365 วัน | เปรียบเทียบกับพันธบัตรปกติ |
| อัตราส่วนลด (Discount Rate) | มูลค่าหน้าตั๋ว | 360 วัน | การประมูลตั๋วเงินคลัง, การเสนอราคา |
| ผลตอบแทนที่แท้จริงรายปี (EAY) | ผลตอบแทนแบบทบต้น | 365 วัน | ผลตอบแทนรายปีที่แท้จริง |
| ผลตอบแทนจากการถือครอง (HPR) | ราคาซื้อ | ระยะเวลาจริง | ผลตอบแทนรวมสำหรับระยะเวลาที่ถือครอง |
ทำไม BEY ถึงใช้ 365 วัน
อัตราส่วนลดโดยดั้งเดิมมักใช้ปีแบบ 360 วัน (ตามธรรมเนียมธนาคาร) แต่สิ่งนี้จะทำให้ผลตอบแทนรายปีจริงดูต่ำกว่าความเป็นจริง BEY จึงใช้ 365 วันเพื่อ:
- ให้ตรงกับปีปฏิทินจริงเพื่อการปรับเป็นรายปีที่แม่นยำ
- ช่วยให้เปรียบเทียบได้โดยตรงกับผลตอบแทนพันธบัตรปกติ (ซึ่งใช้ 365 วัน)
- แสดงภาพรวมของผลตอบแทนรายปีที่สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น
วิธีใช้เครื่องคำนวณนี้
- กรอกมูลค่าหน้าตั๋ว: มูลค่าที่คุณจะได้รับเมื่อครบกำหนด (มักจะเป็น $1,000, $10,000 หรือ $100,000 สำหรับตั๋วเงินคลัง)
- กรอกราคาซื้อ: จำนวนเงินจริงที่คุณจ่ายหรือจะจ่ายสำหรับหลักทรัพย์นั้น
- กรอกจำนวนวันจนถึงวันครบกำหนด: จำนวนวันจนกว่าหลักทรัพย์จะครบกำหนด (1-3650 วัน)
- เลือกความละเอียด: เลือกตำแหน่งทศนิยมสำหรับผลลัพธ์ของคุณ (2-10 ตำแหน่ง)
- คำนวณ: คลิกเพื่อดู BEY, การเปรียบเทียบผลตอบแทน และการคำนวณทีละขั้นตอน
หลักทรัพย์ที่ใช้ BEY
ตั๋วเงินคลัง (T-Bills)
หลักทรัพย์รัฐบาลระยะสั้นที่มีอายุครบกำหนด 4, 8, 13, 17, 26 หรือ 52 สัปดาห์ ค้ำประกันโดยรัฐบาล
ตั๋วสัญญาใช้เงิน (Commercial Paper)
หนี้ภาคเอกชนระยะสั้นที่ไม่มีหลักประกัน มักออกโดยบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือสูง อายุครบกำหนดตั้งแต่ 1 ถึง 270 วัน
การรับรองโดยธนาคาร (Banker's Acceptances)
ตั๋วสัญญาใช้เงินที่ใช้ในการค้าระหว่างประเทศ รับรองโดยธนาคาร อายุครบกำหนดทั่วไปคือ 30, 60, 90 หรือ 180 วัน
พันธบัตรที่ไม่จ่ายดอกเบี้ย (Zero-Coupon Bonds)
พันธบัตรที่ไม่มีการจ่ายดอกเบี้ยเป็นงวด แต่ออกขายในราคาที่ลดจากมูลค่าหน้าตั๋วอย่างมาก และจ่ายเต็มจำนวนเมื่อครบกำหนด
การแปลงระหว่างมาตรวัดผลตอบแทน
แปลงอัตราส่วนลดเป็น BEY
แปลง BEY เป็นอัตราส่วนลด
ผลตอบแทนที่แท้จริงรายปี (Effective Annual Yield - EAY)
ในขณะที่ BEY ให้อัตราผลตอบแทนรายปีแบบเรียบง่าย แต่ Effective Annual Yield จะคำนึงถึงการทบต้นและแสดงผลตอบแทนรายปีที่แท้จริงหากคุณสามารถนำเงินไปลงทุนต่อในอัตราเดิมได้:
EAY จะสูงกว่า BEY เสมอสำหรับหลักทรัพย์เดียวกัน เพราะพิจารณาถึงผลของการนำผลตอบแทนไปลงทุนทบต้น
การทำความเข้าใจการจัดอันดับผลตอบแทน
เครื่องคำนวณนี้ให้การจัดอันดับคุณภาพของผลตอบแทนตามเกณฑ์มาตรฐานในอดีต:
| ช่วง BEY | อันดับ | การตีความ |
|---|---|---|
| 8% ขึ้นไป | ผลตอบแทนสูง | ผลตอบแทนสูงกว่าค่าเฉลี่ยสำหรับหลักทรัพย์ระยะสั้น |
| 5% - 8% | น่าดึงดูด | ผลตอบแทนที่แข่งขันได้เมื่อเทียบกับอัตราตลาด |
| 3% - 5% | ปานกลาง | ผลตอบแทนมาตรฐานของตลาดสำหรับหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ |
| 1% - 3% | ผลตอบแทนต่ำ | ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ควรพิจารณาทางเลือกอื่น |
| น้อยกว่า 1% | ต่ำมาก | ผลตอบแทนน้อยมาก อาจไม่ชนะเงินเฟ้อ |
ตัวอย่างการใช้งานจริง
พิจารณาตั๋วเงินคลังอายุ 182 วัน มูลค่าหน้าตั๋ว $10,000 ซื้อในราคา $9,750:
- ส่วนลด: $10,000 - $9,750 = $250
- BEY: ($250 × 365) / ($9,750 × 182) × 100% = 5.14%
- อัตราส่วนลด: ($250 / $10,000) × (360 / 182) × 100% = 4.95%
- HPR: ($250 / $9,750) × 100% = 2.56%
- EAY: (1 + 0.0256)^(365/182) - 1 = 5.21%
คำถามที่พบบ่อย
Bond Equivalent Yield (BEY) คืออะไร?
Bond Equivalent Yield (BEY) คือการคำนวณที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถเปรียบเทียบผลตอบแทนรายปีของตราสารหนี้แบบขายลด (เช่น ตั๋วเงินคลัง) กับพันธบัตรที่จ่ายดอกเบี้ยตามงวดได้ โดยจะปรับผลตอบแทนให้เป็นรายปีตามฐานปี 365 วันและราคาซื้อ ทำให้ง่ายต่อการเปรียบเทียบทางเลือกการลงทุนที่แตกต่างกัน สูตรคือ BEY = [(มูลค่าหน้าตั๋ว - ราคาซื้อ) × 365] / (ราคาซื้อ × จำนวนวันจนถึงวันครบกำหนด) × 100%
BEY แตกต่างจากอัตราส่วนลดอย่างไร?
BEY และอัตราส่วนลดวัดผลตอบแทนต่างกัน อัตราส่วนลดคำนวณผลตอบแทนจากมูลค่าหน้าตั๋ว: (ส่วนลด / มูลค่าหน้าตั๋ว) × (360/จำนวนวัน) ส่วน BEY คำนวณผลตอบแทนจากราคาซื้อ: (ส่วนลด / ราคาซื้อ) × (365/จำนวนวัน) โดยทั่วไป BEY จะสูงกว่าเพราะใช้ราคาซื้อที่น้อยกว่าเป็นตัวหารและใช้ปี 365 วัน ทำให้เปรียบเทียบกับผลตอบแทนพันธบัตรได้ดีกว่า
หลักทรัพย์ประเภทใดที่ใช้ Bond Equivalent Yield?
BEY มักใช้สำหรับตราสารหนี้แบบขายลด รวมถึงตั๋วเงินคลัง (T-bills), ตั๋วสัญญาใช้เงิน (Commercial Paper), การรับรองโดยธนาคาร (Banker's Acceptances), บัตรเงินฝาก (CDs), ตั๋วเงินเทศบาล และพันธบัตรที่ไม่จ่ายดอกเบี้ย (Zero-coupon bonds) หลักทรัพย์เหล่านี้ไม่มีการจ่ายดอกเบี้ยเป็นงวดแต่ขายในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าหน้าตั๋ว และนักลงทุนจะได้รับมูลค่าเต็มเมื่อครบกำหนด
ทำไม BEY ถึงใช้ 365 วันแทนที่จะเป็น 360 วัน?
BEY ใช้ 365 วันเพื่อให้ตรงกับปีปฏิทินจริงและทำให้ตราสารหนี้แบบขายลดสามารถเปรียบเทียบได้กับพันธบัตรปกติ ซึ่งมักจะคำนวณผลตอบแทนตามฐาน 365 วัน อัตราส่วนลดแบบเดิมมักใช้ 360 วัน (ตามธรรมเนียมธนาคาร) แต่จะทำให้ผลตอบแทนรายปีจริงดูต่ำกว่าความเป็นจริง การใช้ 365 วันให้ภาพรวมของผลตอบแทนรายปีที่แม่นยำกว่า
BEY ของตั๋วเงินคลังที่ถือว่าดีคือเท่าไหร่?
BEY ที่ "ดี" ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดปัจจุบัน อัตราเงินเฟ้อ และเป้าหมายการลงทุนของคุณ ในอดีต BEY ของตั๋วเงินคลังมีตั้งแต่เกือบ 0% ในช่วงสภาวะดอกเบี้ยต่ำ ไปจนถึง 5% ขึ้นไปในช่วงดอกเบี้ยสูง ควรเปรียบเทียบ BEY กับอัตราเงินเฟ้อปัจจุบันและการลงทุนทางเลือกอื่นๆ BEY ที่สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อแสดงถึงผลตอบแทนที่แท้จริงที่เป็นบวก
จะแปลงอัตราส่วนลดเป็น BEY ได้อย่างไร?
วิธีแปลงอัตราส่วนลดเป็น BEY: BEY = (365 × อัตราส่วนลด) / (360 - อัตราส่วนลด × จำนวนวันจนถึงวันครบกำหนด) หรือคำนวณ BEY โดยตรงจากพารามิเตอร์ของพันธบัตรโดยใช้: BEY = [(มูลค่าหน้าตั๋ว - ราคาซื้อ) × 365] / (ราคาซื้อ × จำนวนวันจนถึงวันครบกำหนด) BEY จะสูงกว่าอัตราส่วนลดเสมอสำหรับหลักทรัพย์ตัวเดียวกัน
แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
อ้างอิงเนื้อหา หน้าหรือเครื่องมือนี้ว่า:
"เครื่องคำนวณผลตอบแทนเทียบเท่าพันธบัตร" ที่ https://MiniWebtool.com/th/เครองคำนวณผลตอบแทนเทยบเทาพนธบตร/ จาก MiniWebtool, https://MiniWebtool.com/
โดยทีม miniwebtool. อัปเดตเมื่อ: 29 ม.ค. 2026